by author1 author1 ไม่มีความเห็น

สารละลายคอนกรีต

Plasticizer สำหรับสารละลายคอนกรีต: อะไรคืออะไรและทำไมต้องใช้ ?

สารเติมแต่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสารละลายคอนกรีต ซึ่งได้จากวิธีทางเคมีเรียกว่า plasticizers

พลาสติกสำหรับปูนซีเมนต์มีการแบ่งหลายเกรด ซึ่งแต่ละเกรดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน

  • plasticizer จะช่วยลดการใช้วัสดุก่อสร้าง
  • คุณสมบัติการยึดเกาะของคอนกรีตดีขึ้นและสัดส่วนของซีเมนต์ต่อน้ำยังคงเหมือนเดิม
  • น้ำในสารละลายดังกล่าวแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำอุณหภูมิและความแข็งแรงคอนกรีตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ลดค่าใช้จ่าย สำหรับการทำความร้อนการแก้ปัญหาหรือการใช้สารเคมีอื่น ๆ
  • ความต้านทานต่อน้ำและความหนาแน่นของก๊าซของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

การจำแนกประเภทของสารเติมแต่ง

  • ตัวเร่งปฏิกิริยาหรือตัวยับยั้งการแข็งตัวของคอนกรีต
  • (คุณสมบัติทนต่อการกัดเซาะอุณหภูมิสูง ฯลฯ )

plasticizer สำหรับปูนก่ออิฐ มีความแข็งแรงปานกลางหรืออ่อน มีส่วนผสมของ mono-, bi- และ polyvalent

คุณภาพและประสิทธิภาพของพลาสติก

ลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแต่ชนิดและคุณสมบัติของพลาสติไซเซอร์ จะได้รับ

ผลกระทบรวมถึงคุณภาพของซีเมนต์ด้วย

สรุปแล้วเราสามารถพูดได้ว่าพลาสติไซเซอร์สำหรับปูน (ราคาขึ้นอยู่กับผู้ผลิต) ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนของวัสดุก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานด้วย

แหล่งที่มา : https://th.stuklopechat.com/

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

น้ำกระชาย

น้ำกระชายเสริมภูมิคุ้มกัน

กระชาย เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้เป็นอาหารและยามานาน  ภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้แก้โรคที่เกิดในปาก  เช่น  ปากเปื่อย  ปากเป็นแผล  รักษาอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ไซนัสอักเสบ  ช่วยย่อยอาหาร  เพิ่มสมรรถภาพทางเพศชองเพศชาย  ยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง  แก้ปวดเมื่อย

มีการศึกษาพบว่า สารสกัดของกระชายสามารถแสดงฤทธิ์ในการต้านไวรัสซาร์ส ในระยะหลังการติดเชื้อและยังพบว่าสารแพนดูราทิน (pan-duratin) ของกระชายขาวมีฤทธิ์ในการต้านไวรัสทั้งในระยะก่อนและหลังการติดเชื้อ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเชื้อเอดส์ ต้านไวรัสไข้เลือดออกในกลุ่ม Flaviviridae family และยังยั้งเชื้อพิโคร์นาไวรัส (picornaviruses) ซึ่งก่อโรคมือเท้าปาก

นอกจากนี้ยัง พบว่า ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในสัตว์ทดลองและในคนต่อไป

ส่วนผสม

  • กระชายเหลืองสดครึ่งกิโล (หรือจะใช้สูตรผสมก็ได้ โดยใช้กระชายเหลือง 5 ส่วน กระชายดำ 1 ส่วน และกระชายแดง 1 ส่วน)
  • น้ำผึ้ง
  • น้ำมะนาว
  • น้ำเปล่าต้มสุกที่ทิ้งไว้จนเย็น

ขั้นตอนการทำน้ำกระชาย

  • นำกระชายมาล้างให้สะอาด ตัดหัวและท้ายทิ้งไป ถ้าขูดเปลือกออกบ้างก็จะดีมาก
  • นำมาหั่นเป็นท่อน ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำมาปั่น
  • เตรียมผ้าขาวบางรองด้วยกระชอน
  • นำกระชายที่เตรียมไว้ใส่ในโถปั่นและผสมกับน้ำเปล่าต้มสุกพอประมาณ แล้วปั่นจนละเอียด
  • เทใส่กระชอนที่เตรียมไว้ ถ้าน้ำน้อยก็ให้ผสมน้ำเปล่าลงไปอีก แล้วคั้นเอาแต่น้ำเท่านั้น

 

เมื่อจะดื่มก็เพียงแค่นำมาผสมกับน้ำมะนาว น้ำผึ้งในถ้วยแล้วคนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่น้ำกระชายตามลงไป

เมื่อผสมจนรสชาติกลมกล่อมตามที่ต้องการแล้วก็เป็นอันเสร็จ

แต่ถ้ากลัวว่ากลิ่นกระชายจะแรงไป ก็สามารถใช้ใบบัวบกหรือใบโหระพามาปั่นรวมกันก็ได้ตามใจชอบ เพราะไม่มีส่วนผสมที่เป็นสูตรตายตัวเท่าไหร่

Tip : น้ำกระชายไม่ควรเก็บไว้นานมาก เพราะจะทำให้ความซ่าและความหอมของกระชายลดน้อยลง ทำให้เกิดตะกอนที่ก้น ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรดื่มให้หมดภายใน 1 อาทิตย์ จะได้ทั้งรสชาติที่ซ่า ดื่มแล้วชื่นใจ พร้อมประโยชน์เต็ม ๆ ด้วย แต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำกระชายแล้วมีอาการแปลก ๆ ร้อนวูบวาบ หรือมีอาการเหงื่อออกหรือเรอออกมาก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ หากดื่มไปสักพักเดี๋ยวก็ชินไปเอง

แหล่งที่มา : https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=2348

https://www.opsmoac.go.th/surin-local_wisdom-preview-422891791854

 

 

 

 

 

 

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

EM น้ำดำ

EM (Effective Microorganisms)

คือ กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพที่ได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดี มีประโยชน์ต่อคน พืช สัตว์ และ สิ่งแวดล้อม  ซึ่ง EM นั้นจะประกอบด้วย ดังนี้

► กลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosynthetic Bacteria) คุณสมบัติ สังเคราะห์สารอินทรีย์และสร้างความอุดมสมบูรณ์

► กลุ่มจุลินทรีย์สร้างกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) คุณสมบัติ ต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นโทษ

► กลุ่มจุลินทรีย์หมัก เช่น ยีสต์ (Yeast) คุณสมบัติ ช่วยในการย่อยสลาย

 ประสิทธิภาพของ EM

  • ปรับสภาพดิน น้ำ อากาศ ให้ดีขึ้น
  • สามารถเปลี่ยนสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้สมดุล
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการหมัก การย่อยสลาย ทำให้เกิดสารอาหารเป็นปุ๋ย
  • ลดการใช้สารพิษ สารเคมี เพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ดีกว่า
  • สามารถป้องกันเชื้อโรค และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืชและสัตว์

 ลักษณะทั่วไปของ EM

EM เป็นจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ หรือ เรียกว่า กลุ่มธรรมะ ดังนั้น เวลาจะใช้ต้องคำนึงถึงเสมอว่า EM เป็นสิ่งมีชีวิต EM มีลักษณะ ดังนี้

  • ต้องการที่อยู่ที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป อยู่ในอุณหภูมิปกติ
  • ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
  • เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้
  • เป็นตัวเอื้อประโยชน์แก่พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
  • EM จะทำงานในที่มืดได้ดี ดังนั้น ควรนำไปใช้งานในช่วงเย็นของวัน
  • เป็นตัวทำลายความสกปรกทั้งหลาย

EM เป็น จุลินทรีย์จากธรรมชาติ ที่คัดสรรมาเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อโรค ประสิทธิภาพสูง ไม่เป็นพิษกับคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งช่วยลดการใช้สารเคมี ใช้เพื่อปรับสมดุลให้กับดิน, บำบัดน้ำเสีย, กำจัดกลิ่นจากขยะมูลฝอย เป็นต้น

 

ประโยชน์ใช้สอยของ  EM เราสามารถนำประโยชน์มาใช้ในด้านใดบ้าง ?

  • การเกษตร เช่น การเตรียมแปลงปลูก การดูแลพืช ผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ชีวภาพต้นทุนต่ำ
  • ปศุสัตว์ เช่น ผสมน้ำและอาหารให้สัตว์กิน ผสมน้ำให้สัตว์เลี้ยงกิน เช่น ให้เป็ด ไก่ สุกร สัตว์เลี้ยงแข็งแรง ไม่เกิดโรค มูลของสัตว์เลี้ยงไม่มีกลิ่นเหม็น
  • ในครัวเรือน ใช้ทำความสะอาด กำจัดกลิ่นในบริเวณต่าง ๆ เช่น ห้องครัว หรือใช้เทลงท่อป้องกันการอุดตันของท่อและรางระบายน้ำ
  • การประมง เช่น การเตรียมบ่อ ปรับสภาพน้ำ

ข้อสังเกตุ
 EM ดี จะมีสีน้ำตาล และกลิ่นหอมเปรี้ยว
 EM เสีย จะมีสีดำ และมีกลิ่นเหม็นเน่า (ควรเทลงส้วมหรือนำไปกำจัดวัชพืช)

วิธีเก็บรักษา EM

  • เก็บในที่ร่ม ที่อุณหภูมิ 20-45 °C
  • อย่าทิ้ง EMไว้กลางแดดและอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิปกติ
  • ถ้ายังไม่เปิดใช้ เก็บไว้ได้นาน 1 ปี
  • ถ้าเปิดใช้แล้ว เก็บไว้ได้นาน 6 เดือน
  • ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษเข้าปะปน
  • การนำ EM ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด และใช้ให้หมดภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

 

แหล่งที่มา : https://marumothai.com/article/em

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

เลือดหมูช่วยฟื้นฟูเซลล์ปอด

เลือดหมูช่วยฟื้นฟูเซลล์ปอด

หมูสัตว์อู๊ดๆๆ ที่มนุษย์กินเป็นอาหาร ได้กลายมาเป็นพระเอกหน้าใหม่ในวงการพัฒนาวิจัยทางการแพทย์ต่อจากหนูทดลอง และ ลิงแสม ซึ่งเคยเป็นสัตว์ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงมนุษย์ในการพัฒนายาและวัคซีนมากที่สุด

ล่าสุด สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จในการทดลอง ฟื้นฟูปอดที่เสียหายหลังได้รับบริจาคมาจากผู้เสียชีวิต ด้วยการเชื่อมต่อปอดนั้นเข้ากับหลอดเลือดที่ลำคอของหมูเป็นๆ เพื่อให้กระแสเลือดจากตัวหมูไหลเวียนเข้ามาฟื้นฟูเซลล์ปอด

 

รายงานวิจัยนี้ ได้รับการตีพิมพ์ใน วารสาร  Nature Medicine ระบุว่า ปอดของมนุษย์ที่ได้รับบริจาคมาเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายมี จำนวนมากที่เสียหายใช้การไม่ได้จนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย การทดลองครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้แพทย์ค้นพบวิธีที่ช่วยซ่อมแซมปอดให้กลับมาอยู่ในสภาพดีเช่นเดิมได้ โดยใช้เลือดจากหมูที่ยังมีชีวิตอยู่

 

รายงานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า วิธีนี้นอกจากจะช่วยซ่อมแซม ฟื้นฟูปอดให้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มจำนวนปอดที่สามารถนำไปผ่าตัดปลูกถ่ายเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า โดยใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมง สามารถแก้ปัญหาความขาดแคลนซึ่งมาจากการที่ปอดเป็นอวัยวะบอบบางเสียหายง่าย และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหลังนำออกจากร่างกายผู้บริจาคเพียงไม่กี่ชั่วโมง

การทดลองฟื้นฟูปอดครั้งนี้ ทำการฟื้นฟูปอดจากผู้บริจาคอวัยวะ 6 ราย ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าปอดมีความเสียหายจนไม่สามารถใช้ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายได้ โดยนอกจากจะเชื่อมต่อปอดดังกล่าวเข้ากับระบบไหลเวียนโลหิตของหมูเป็นๆ ที่ถูกวางยาสลบอยู่แล้ว ยังมีการใช้เครื่องช่วยหายใจปั๊มอากาศเข้าสู่ปอด และให้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้ร่างกายของผู้รับบริจาคปอดต่อต้านเซลล์บางส่วนจากร่างกายหมูที่อาจเข้าไปปนเปื้อนอยู่ด้วย

ผลการทดลอง ปรากฏว่าเนื้อปอดส่วนที่ขาวซีดเหมือนกับได้ตายไปแล้ว กลับมาเป็นสีชมพูสดภายในเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งแสดงถึงการแลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติเกือบทั้งหมด ทั้งยังพบว่าเนื้อ เยื่อและโครงสร้างของปอดกลับมามีคุณภาพในระดับดีพอที่จะนำไปผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายได้

ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการ ทดลองครั้งนี้ ในการฟื้นฟูปอดที่เสื่อมสภาพ แพทย์จะใช้อุปกรณ์ EVLP ปั๊มอากาศและของเหลวที่มีออกซิเจนสูงเข้าไปช่วยฟื้นฟูปอดที่เสียหาย แต่ก็ไม่ได้ผลดีนัก ทีมนักวิจัยจึงพยายามคิดวิธีที่จะใช้การทำงานของร่างกายคนหรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่แทน เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นและถ่ายเอาสารที่เป็นอันตรายออกจากปอดได้ดีขึ้น

ในอนาคต ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มีแผนจะพัฒนาเทคนิควิธีนี้ต่อไป เพื่อให้ถึงขั้นที่ผู้รับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายใช้ระบบไหลเวียนโลหิตของตนเองฟื้นฟูปอดที่ได้รับบริจาคมาได้ ซึ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาทางจริยธรรมและการที่ภูมิคุ้มกันของคนไข้ต่อต้านอวัยวะใหม่ด้วย ที่สำคัญหากการรักษาสภาพปอดที่เสียหายสามารถทำ ได้ดี โอกาสที่จะลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากโรคโควิด-19 ก็อาจมีมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุการเสียชีวิตจากโควิค-19 คือ ระบบหายใจล้มเหลวจากภาวะปอดอักเสบ

ผลการทดลองดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Nature โดยนักวิจัย ระบุว่า จุดประสานประสาทหรือไซแนปส์ (Synapse) ซึ่งเป็นรอยต่อที่เชื่อมการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทสมองแต่ละเซลล์ ได้กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง แม้สมองหมูที่ใช้ทดลองจะได้ชื่อว่าเป็นสมองที่ตายไปแล้วถึง 10 ชั่วโมง ทั้งนี้ สมองหมูดังกล่าวสามารถมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาบางชนิดได้เหมือนกับสมองที่ยังไม่ตาย ทั้งยังมีอัตราการใช้ ออกซิเจนมากเท่ากับสมองในภาวะปกติ แต่ไม่พบสัญญาณการเคลื่อนไหวของสัญญาณไฟฟ้าตลอดทั่วทั้งสมอง ซึ่งแสดงว่า แม้สมองจะฟื้นตัวแต่สติสัมปชัญญะ การรับรู้และความคิดอ่านอาจไม่ได้เกิดขึ้น

ความรู้ที่ได้จากการทดลองดังกล่าว อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์, ดีเมนเชีย หรือซีนาย ดีเมนเชีย รวมทั้งการฟื้นฟูเซลล์สมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ประสบอุบัติเหตุจนสมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือทารกที่สมองขาดออกซิเจนเมื่อแรกเกิดในอนาคต

 

แหล่งที่มา : https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/health/1896681

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

โปรไบโอติกส์ ( Probiotic )

โปรไบโอติกส์ ( Probiotic ) มีประโยชน์อย่างไรสำหรับสัตว์เลี้ยง ?

โปรไบโอติกส์ คือ แบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ของเรา  โดยมีหน้าที่หลัก คือ การรักษาสมดุลในลำไส้ ช่วยย่อยอาหารที่เราย่อยไม่ได้ เพื่อให้เราได้รับสารอาหารได้ครบถ้วน ยับยั้งแบคทีเรียที่จะก่อโรคได้ นอกจากนี้ยังทำให้เรามีร่างกายที่แข็งแรงเราสามารถรับแบคทีเรีย โปรไบโอติกส์เหล่านี้ จากอาหารที่เราทานอย่าง เช่น โยเกิร์ต กิมจิ หรือ แหนม  แต่อย่าสับสนกับ พรีไบโอติก (prebiotic)

พรีไบโอติก  คือ อาหารซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อย และไม่ถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โปรไบโอติก (probiotic) มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จัดเป็นอาหารในกลุ่ม functional food

แล้วสูตรอาหารและของว่างน้อง ๆ ที่ผสมโปรไบโอติกส์ จะดีเหมือนกับที่เรารับประทานหรือไม่  ?

อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจกันก่อนว่า แบคทีเรียในท้องของสัตว์เลี้ยงมีทั้งสายพันธุ์ที่เหมือนและต่างจากเรา  ระบบทางเดินอาหารของน้อง ๆ  ก็ต่างจากเรามากมาย  ดังนั้น การที่เราเลือกอาหารที่ผสมโปรไบโอติกส์ให้กับสัตว์เลี้ยง ต้องคำนึงถึงหลายสิ่งไม่เช่นนั้น  การทานโปรไบโอติกส์ก็จะเปล่าประโยชน์

https://www.tech-supply.co.th

 

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

มะขามแดง

มะขามแดงสยาม

เป็นชื่อสายพันธุ์มะขามเปรี้ยวที่ให้เนื้อเป็นสีแดง แตกต่างจากมะขามเปรี้ยวที่เห็นโดยทั่วไป โดยทางสวนดวงจินดา ได้นำมาคัดเลือกสายพันธ์จากต้นแม่พันธุ์ในประเทศที่มีลักษณะเด่นในแง่ของการให้ผลดก

สำหรับความเป็นมาของมะขามเปรี้ยวเนื้อสีแดงนี้ สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากการกลายพันธุ์ แต่ไม่ทราบที่มาจากเป็นการกลายจากเมล็ดธรรมชาติหรือการผสมเกสร เมื่อไปพบต้นพันธุ์ จึงได้นำมาทดลองปลูก และดำเนินการคัดสายพันธุ์ จนได้พันธุ์ที่มีความนิ่ง ให้ผลผลิตสูง และตั้งชื่อว่าให้ว่า มะขามแดงสยาม

 

 

ลักษณะการให้ผลผลิต ปีแรกของการออกปลูกจะเริ่มติดดอก แต่จะเริ่มเก็บผลผลิตในปีที่ 2 โดยปริมาณผลผลิตมากน้อยตามอายุและความสมบูรณ์ของต้น ปกติต้นมะขามที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไปและมีการจัดการดูแลดี จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ 50 – 60 กิโลกรัมต่อต้น การติดของฝักจะมีตลอดทั้งปี ฝักจะมีขนาดใหญ่ ให้เนื้อหนา ตามปกติฝักจะสุกในช่วงฤดูหนาว สามารถปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่ และชอบแสงแดด

  • การขยายพันธุ์

โดยการทาบกิ่ง

  • การใช้ประโยชน์

ฝักอ่อนเนื้อสีแดง ใช้ปรุงอาหารได้อร่อย อีกทั้งยังนำไปตากแห้ง บดให้เป็นผงชงรับประทานได้  ส่วนใบอ่อน ดอก  ให้รสเปรี้ยว ใส่ต้มยำ ต้มโคล้ง   ,  ฝักแก่  ใช้ทำเป็นมะขามเปียก

แหล่งที่มา : https://guikaset.blogspot.com/2016/02/blog-post_1.html

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

ซิลิกา (Silica)

ประโยชน์ของ ซิลิกา ( Silica / SiO2 ) และการนำไปใช้อุตสาหกรรมต่างๆ

1. ซิลิกา ( Silica / SiO2 ) ซิลิกาเป็นวัตถุดิบสำหรับเป็นส่วนผสมในวัสดุก่อสร้าง

2. ซิลิกาอสัณฐาน ( Amorphous Silica )

    • ใช้เป็นองค์ประกอบตัวเร่งปฏิกิริยา
    • ใช้เป็นสารเพิ่มความแข็งแรง และความหนาแน่นในผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก และโพลีเมอร์ เป็นต้น
    • ใช้เป็นสารเพิ่มแรงยึดติดในผลิตภัณฑ์กาว
    • ใช้เป็นสารลดแรงยึดเหนี่ยวระหว่างของแข็งที่แขวนลอยในของเหลว
    • ใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น จารบี หมึกพิมพ์ สี ยา และเครื่องสำอาง เป็นต้น
    • ใช้เป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ทำให้สารที่ไม่ละลายกันผสมเข้ากันได้ดี เช่น น้ำกับน้ำมัน
    • ใช้เป็นสารป้องกันการเกิดโฟม
    • ใช้เป็นสารปรับสภาพพื้นผิวให้มีคุณสมบัติชอบน้ำ
    • ใช้เป็นสารเพิ่มความเงา
    • ใช้เป็นสารดูดความชื้น
    • ใช้เป็นสารเติมแต่ง

แหล่งที่มา : https://farm.vayo.co.th/blog/silica/

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

กากน้ำตาล

เรื่องน่ารู้ของ กากน้ำตาล กับประโยชน์สุขภาพที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้

กากน้ำตาล คืออะไร

กากน้ำตาล (Molasses) หมายถึง น้ำเชื่อมแบบข้นๆ ที่เราใช้เพื่อเติมความหวาน ในอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มต่างๆ กากน้ำตาลนี้ เป็นผลพลอยได้ที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลทราย โดยการต้มน้ำอ้อยจนงวด แล้วปล่อยให้ตกผลึกเป็นน้ำตาลทราย กากน้ำตาลจะเป็นส่วนน้ำเชื่อมข้นๆ ที่หลงเหลืออยู่จากการตกผลึกนั้น

 

 

กากน้ำตาลนั้นจะมีอยู่หลายประเภท เช่น

กากน้ำตาลอ่อน (Light molasses) เป็นกากน้ำตาลที่ได้จากการเคี่ยวน้ำอ้อยครั้งแรก จะมีสีอ่อนสุด และมีรสหวานที่สุด โดยปกติมักจะใช้ในการอบขนม

กากน้ำตาลเข้ม (Dark molasses) เป็นกากน้ำตาลจากการเคี่ยวน้ำอ้อยครั้งที่สอง จะมีความข้นมากกว่า และมีความหวานน้อยกว่า สามารถใช้ในการอบขนมได้ แต่เรามักจะใช้เพื่อแต่งสีและกลิ่นมากกว่า

กากน้ำตาลดำ (Blackstrap molasses) หมายถึงกากน้ำตาลที่ได้จากการเคี่ยวน้ำอ้อยในครั้งที่สาม เป็นกากน้ำตาลที่มีความข้นหนืดมากที่สุด และมีสีเข้มที่สุดจนเป็นสีดำ มีรสหวานของน้ำตาลเพียงแค่ประมาณ 50% และมักจะมีรสขมปนมาด้วย ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร

กากน้ำตาลมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

กากน้ำตาลนั้นแตกต่างจากน้ำตาลทรายที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ เนื่องจากภายในกากน้ำตาลนั้นจะมีวิตามินและแร่ธาตุอยู่ กากน้ำตาลในปริมาณ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 20 กรัม จะมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

หน่วยเป็น % ของความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ( % Daily Value)

นอกจากคุณค่าทางโภชนาการแล้ว กากน้ำตาลยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ  ดังต่อไปนี้

ลดความดันโลหิต

โพแทสเซียมที่สามารถพบได้มากในกากน้ำตาลนั้น สามารถช่วยลดระดับของความดันโลหิตได้ โดยภายในกากน้ำตาล 1 ช้อนชา จะให้โพแทสเซียมมากถึง 293 มก. มิหนำซ้ำ โพแทสเซียมในกากน้ำตาลยังสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่าสารให้ความหวานอื่นๆ อีกด้วย

ป้องกันมะเร็ง

สารประกอบที่พบในกากน้ำตาลนั้นมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะสารประกอบที่เรียกว่า cyanidin-3-O-glucoside chloride ที่มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

กากน้ำตาลนั้นอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร ที่สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง สามารถปกป้องร่างกายจากโรคได้ดียิ่งขึ้น เช่น สังกะสีที่ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว

ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนนั้นเกิดจากการที่กระดูกขาดแคลเซียม และอ่อนแอไปตามกาลเวลา ภายในกากน้ำตาล 1 ช้อนชา จะมีแคลเซียมอยู่ 41 มก. และยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กระดูกอีกด้วย

กากน้ำตาลดีกว่าน้ำตาลทราย รึเปล่านะ ?

แม้ว่ากากน้ำตาลจะปลอดภัยสำหรับการรับประทาน และมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าน้ำตาลทรายที่เราบริโภคกันตามปกติ แต่สุดท้ายแล้ว กากน้ำตาลก็ยังคงเป็นน้ำตาลประเภทหนึ่ง ดังนั้นการรับประทานกากน้ำตาล จึงยังคงมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการรับประทานน้ำตาลตามปกติ

การรับประทานกากน้ำตาลในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร และทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

นักโภชนาการส่วนใหญ่นั้น ไม่แนะนำการรับประทานกากน้ำตาลเป็นอาหารเสริม หรือรับประทานเพื่อคุณค่าทางสารอาหารเหล่านั้น แต่หากคุณตั้งใจจะกินน้ำตาลอยู่แล้ว กากน้ำตาลก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มความหวาน เพราะจะทำให้คุณได้คุณค่าทางโภชนาการเพิ่มมากอีกด้วย

 

แหล่งที่มา : https://hellokhunmor.com

 

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

ชาแดงไต้หวัน

ชาแดงไต้หวันและประโยชน์มากมายที่คุณไม่เคยรู้

รู้หรือไม่ ว่า “ชาแดงไต้หวัน” เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวไต้หวัน ประเทศเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนเกาะ มีวัฒนธรรม และความโดดเด่นทางด้านอาหาร โดยเฉพาะใบชา  ที่หลายๆ คน ชอบดื่ม ด้วยรสชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะชาแดงไต้หวัน ซึ่งเป็นชาสารพัดประโยชน์มากมาย ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ชาแดง คือ การนำยอดอ่อนของชาอู่หลง มาผ่านกระบวนการนวด หลังจากนั้นจึงนำไปอบให้แห้ง เพื่อทำให้เกิดสีและรสชาติที่อยู่ระหว่างกลางของชาเขียวและชาดำ แต่ชาแดงจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่องของสีที่แดงสว่าง และกลิ่นของชาที่หอมละมุน

4 ประโยชน์ของ ชาแดงไต้หวัน

  • ป้องกันโรคหัวใจ การดื่มชาแดงเป็นประจำทุกวัน สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และลดระดับคอเลสตอรอลได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์
  • ป้องกันโรคมะเร็ง  เนื่องจากในชาแดงจะมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “ฟลาโวนอยด์” โดยสารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันหรือยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน  ช่วยเพิ่มสารอินซูลินในการเผาผลาญไขมัน มากขึ้นถึง 150 เท่า
  • ดื่มชาเพื่อลดน้ำหนัก   เพราะ ในชามีสารที่ช่วยยับยั้งไขมัน และเผาผลาญไขมันได้มากถึง 78 แคลอรี่ อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับข่ายทำงานได้ดีขึ้น ควรดื่มชา วันละ 2-3 ถ้วย จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากดื่มชาในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจทำให้มีโทษได้เหมือนกัน ดังนั้นควรดื่มชาให้เหมาะสมในแต่ละวัน เพื่อความกลมกล่อมและสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

 

แหล่งที่มา : https://crmrkitchen.com

by author1 author1 ไม่มีความเห็น

สมุนไพร

ข้อระวังจากการใช้สมุนไพร 

สมุนไพร ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มากมาย แต่ในทางตรงกันข้าม สมุนไพรก็สามารถให้โทษ และอันตรายแก่ผู้ใช้ได้ หากไม่รู้จักใช้ หรือใช้ไม่ถูกต้อง

https://www.bangkokbiznews.com/news/956061

โทษและอันตรายจากการใช้สมุนไพร ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 3 ประการ ดังนี้

  1. อันตรายที่เกิดจากโรคที่ขาดการรักษา เช่น

โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคหืด ซึ่งแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ช่วยได้เพียงการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันโรคแทรกซ้อน บางคนอาจทานยาจนเบื่อ เลยหยุดทานยา และหันมารักษาด้วยสมุนไพรแทน แต่สมุนไพรหลายชนิดอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค

นอกจากนี้ โรคที่เป็นอาจไม่แสดงอาการชัดทำให้เข้าใจว่า โรคหายแล้ว จึงหยุดการรักษาที่ถูกวิธีไป ซึ่งนานไปโรคเดิมอาจกลับมากำเริบ และส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้

  1. อันตรายที่เกิดจากฤทธิ์ของสมุนไพรโดยตรง

สมุนไพรหลายชนิด จะมีสารเคมีที่เป็นพิษร้ายแรงปะปนอยู่ ถ้าได้รับเข้าไปจะทำให้เกิดอาการจากพิษนั้น ๆ เช่น มะเกลือ ผลของมันเมื่อแก่เต็มที่จนมีสีดำ อาจจะมีสาร naphthalene ซึ่งเป็นพิษต่อประสาทตาโดยตรง หรือ ยี่โถ เราพบว่า มีพิษอยู่ในใบของมัน หากได้รับสารนี้จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง และอาจหยุดได้

  1. อันตรายจากสารเจือปนในสมุนไพร

ซึ่งทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ยาสมุนไพร เพื่อหาสารเจือปนที่จะเป็นอันตรายพบว่า ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของ arsenic 60% และสาร steroids กว่า 30% นอกจากนั้นยังมีสารอันตรายอื่นๆ อีกมากมาย

  • arsenic ถือว่าเป็นยาอันตราย ในตำราแพทย์โบราณ เชื่อว่าสารนี้มีคุณสมบัติกระตุ้นให้กระชุ่มกระชวย แต่ถ้ารับมากไปอาจจะเกิดพิษได้ ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษนี้อาจมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากขึ้นด้วย
  • steroids มีคุณสมบัติบรรเทาอาการของโรคหลายชนิด หากใช้นาน ๆ จะมีอาการข้างเคียง และอันตรายมาก หากใช้ติดต่อกันนานจะทำให้ติดยา และถ้าหยุดยาเฉียบพลัน อาจทำให้ช็อคได้
  • สารปรอท หากมีผสมในสมุนไพร จะทำให้เกิดพิษ มีอาการปากเปื่อย เหงือกอักเสบ ไตวาย เป็นต้น
  • สารตะกั่ว ตะกั่วเป็นพิษทำให้มีอาการปวดท้อง โลหิตจาง กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากปลายประสาทผิดปกติ เป็นต้น
  • การใช้สมุนไพร เปรียบเสมือนดาบสองคม สิ่งใดก็ตามที่มีประโยชน์มาก สิ่งนั้นก็อาจมีโทษได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการใช้สมุนไพรก็ควรจะใช้อย่างระมัดระวัง ศึกษาสรรพคุณให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้

 

แหล่งที่มา : https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/